วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Chapter 2 : พี่ว้ากกับชีวิตประจำวัน

Chapter 2 : พี่ว้ากกับชีวิตประจำวัน


Gear’s Side :

            “เป็นไรมึง? ทำหน้าเป็นตูดลิงเบย อย่าบอกนะว่าเมนส์ไม่มาอ่ะ?”

            “ไอ้สัส!!
           
            ทันทีที่ถูกทัก ผมก็หันไปให้พร (ด่า) ไอ้คนที่มันมาทักทันที แต่มันก็ไม่ได้ว่าอะไรนอกจากหัวเราะคิกคัก แถมยังมีหน้าหันไปทำท่าซุบซิบโคตรน่าเอาบาทาประทับหน้ากับคนอีกคนด้วย

            “ไนท์ดูดิ ไอ้เกียร์มันเมนส์ไม่มาแล้วมันมาวีนใส่กูอ่ะ ทำไงดีวะ?”

            มัน หรือ ไอ้ฟีล’ กระซิบด้วยเสียงที่เรียกได้ว่ามันจงใจให้ผมได้ยินชัดเต็มสองรูหู แล้วก็เหลือบมองผมแบบทะเล้นๆจนผมส่งค้อนปะหลักปะเหลือกให้จนลูกตาแทบหลุดไปหามัน และแทบจะวิ่งไล่เตะมันให้เลือดสาด

            แต่ผมไม่เคยวิ่งไล่มันทัน เพราะงั้นช่างเหอะ

            “เออ...แบบนี้ยาสตรีเพ็ญภาคจะช่วยได้ไหมวะ...?”

            และผมก็หันไปจิกตาใส่คนอีกคนที่รับมุขได้หน้าเอ๋อและน่าหมั่นไส้โคตรๆ...เรียกให้ไอ้ฟีลยิ่งหัวเราะชอบอกชอบใจใหญ่ ผมจึงสะบัดหน้าหนีมันสองตัวแล้วหันมาสนใจแก้วกาแฟเย็นตรงหน้าต่อ

            ผมดูดกาแฟที่รู้สึกว่ารสชาติมันแย่ลงไปถนัดตา ขณะที่เพื่อนอีกสองคนก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น

            “เออไนท์ ว่าแต่ภาคมึงรับน้องเป็นไงมั่งวะ?”

            ผมเลื่อนสายตาไปมองใบหน้าที่จัดได้ว่าไม่ได้หล่อเทพแต่ก็ใสไร้สิวและดูดีของคนถูกถามอย่างสนใจเช่นกัน มันอยู่คนละภาคกับผมกับไอ้ฟีลครับ ผมอยู่โยธา มันอยู่ไฟฟ้า เพราะงั้นเลยแยกกันรับน้อง แต่จะมารวมกันบางครั้งตอนประชุมเชียร์ใหญ่ๆจริงๆเท่านั้น

            “ก็ดี...ชิลล์ๆ...”

            มันตอบเอื่อยๆพลางเอาหลอดดูดน้ำเขี่ยวนไปในแก้วชาเขียวเย็นที่น้ำแข็งละลายจนจืดชืดหมดแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ผมกับไอ้ฟีลสนใจมากกว่าก็คือคำว่า ชิลล์ๆ’ ของมันนี่แหละ

            “ชิลล์? ชิลล์ยังไงของมึง?” ไอ้ฟีลถาม

            ไอ้ไนท์หันไปมองหน้าฟีลแบบอึนๆแล้วก็กลับมาสนใจการเขี่ยหลอดเล่นตามเดิม

            “กูหมายถึงว่าก็สนุกดี เฮฮาไม่เครียด...น้องก็ดูจะสนุกกันด้วย...”

            ปึง!

          “มึงว่าไงนะ!?

            ผมตบโต๊ะเสียงดังและผุดลุกขึ้นถามมันเสียงหลงทันทีจนคนอื่นๆที่นั่งอยู่ในโรงอาหารหลังเลิกที่ถึงจะมีน้อยแต่ก็พากันมองผมเป็นตาเดียว จนต้องลดตัวลงนั่งเหมือนเดิม...และหันไปมองแบบเค้นคำตอบกับไอ้เพื่อนเฉื่อยชาที่ตอบแบบค้างๆคาๆ

            “นี่ภาคมึง...ไม่ได้ว้ากเหรอวะ?”

            “เออดิ ว้ากทำไม...เสียงกูแหบหมด...” มันมองพวกเรานิ่งๆ และเริ่มร่ายทฤษฎีแปลกๆออกมา “กูว่าบางทีการจะทำให้น้องเคารพมันก็ไม่จำเป็นต้องใช้ความหวาดกลัวป่ะวะ?...คือจะว่าไงดี...กูว่าถ้าหากว่าให้น้องได้เคารพรุ่นพี่ว่าเป็นพี่ที่มีเหตุผลมันจะดีกว่า...”

            “...”

            “กูจำได้...กูรู้ว่าตอนยังเป็นปีหนึ่งโดนว้ากแล้วกูรู้สึกเหี้ยขนาดไหน...กูไม่อยากให้น้องต้องมารู้สึกแบบกู ไม่ต้องมาวิ่งโหดๆแหกปากคอแทบแตกแล้วก็ป่วยเหมือนกู”

            ผมกับไอ้ฟีลมองหน้ากันนิ่งๆรอบหนึ่ง แล้วก็หันกลับไปหาไอ้นักปราชญ์ (?) ที่เกือบจะดูดีแล้ว...ถ้าหากว่ามันไม่หยิบแก้วกาแฟของไอ้ฟีลมาดูด

            “ไม่ว้ากก็ไม่ใช่วิศวะดิมึง เสียเที่ยวชิบหาย” ผมบ่นอุบแทน “แล้วมึงจำไม่ได้รึไงว่าตอนหลังจากที่จบว้าก ได้เกียร์รุ่นเกียร์ภาคแล้วภูมิใจขนาดไหนอ่ะ มันรู้สึกดีแบบดีมากเลยนะเว้ย...มึงไม่อยากให้น้องรู้สึกแบบนั้นกันบ้าง?”

            “...เอาเหอะ...พวกมึงจะคิดยังไงก็เรื่องของมึง...”

            มันเสมองไปทางอื่นเงียบๆแล้วก็เริ่มตกอยู่ในโลกส่วนตัวของมันอีกครั้ง...ไอ้ไนท์มันเป็นคนซับซ้อนครับ...ภายนอกจริงๆมันก็ดูปกติดีนั่นแหละ แต่ถ้าสนิทกับมันจริงๆจะรู้ว่ามันคิดอะไรไม่เคยจะเหมือนชาวบ้าน แถมยังชอบทำอะไรแปลกๆด้วย

            แต่ข้อดีของมันก็คือมันไม่แคร์อะไรที่ไม่ค่อยดี...และมันก็ไม่ค่อยน้อยใจหรืองี่เง่าไร้สาระ

            “โหยมึงงงง ทำยังกะแค่ว้ากน้องแล้วกูจะเลิกคบมึงเลยน้า”

            ไอ้ฟีลเป็นคนแรกที่เริ่มกลับมาหัวเราะแล้วก็กอดคอไอ้ไนท์โยกไปมาพร้อมกับขยี้ผมซอยตัดสั้นนั้น ซึ่งไนท์ก็หันไปทำหน้าเอ๋อแดกใส่จนผมขำก๊ากออกมา และแล้วบรรยากาศตึงๆอึมครึมรอบตัวพวกเราก็หายวับไปแทบจะในทันที

            “เออๆ พูดถึงเรื่องว้ากน้อง วันนี้ไอ้เกียร์โหดสัสรัสเซียเลยเว้ย” ไอ้ฟีลเริ่มเปิดปาก จนไอ้ไนท์หันมามองแบบสนใจ “วันนี้นะมีน้องสองคนเว้ย...มันมาสายห้าสิบนาที แล้วทีนี้ไอ้เกียร์มันไม่ชอบหน้าน้อง มันเลยบอกให้น้องสก็อตจัมพ์ไปห้าสิบนาทีเลย”

            “ห่าฟีลกูยังไม่เคยบอกซักคำว่ากูไม่ชอบหน้าพวกมัน!” ผมแว้ดใส่ ซึ่งก็ได้รอยยิ้มกวนๆกลับมา

            “อ่อ...มึงไม่บอก แต่การที่มึงจ้องหน้าน้องจนตาแทบถลนนี่บ้านกูมันเรียกว่าไม่ชอบเว้ย...แถมตอนน้องโดนลงโทษนี่สีหน้ามึงยังกะพระเอกเดธโน้ตอะมึง...ไม่เชื่อไปถามไอ้ปอดู มันยืนขำกะกูเนี่ย”

            ผมเลยได้แต่เงียบไม่รู้จะเถียงอะไร...และนั่งฟังไอ้ฟีลด่าถล่มให้ไนท์เก็บข้อมูลแบบโมโหโคตรๆจนแทบจะลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้นแข่งกับไส้เดือนโดนเหยียบ ขณะที่สมองขุดหาเหตุผลที่มันฟังขึ้นเพื่อจะมาสวนกลับไอ้เชี่ยฟีล

            “มึงนั่นแหละโอ๋น้องเกินเดี๋ยวมันได้ใจแล้วไม่เกรงมึงกูจะขำ!” ผมเลยด่ากลับไปบ้าง

            “แต่ถึงว้ากแบบมึงน้องมันก็ไม่เหรงไม่ใช่อ่อวะ?” ไอ้ฟีลยักคิ้ว “ไอ้น้องที่ตัวเล็กๆนั่นน่ะเกรงมึง โอเคข้อนี้กูยอมรับ...แต่ไอ้น้องใส่แว่นอะดิ”

            เมื่อนึกไปถึงหน้าไอ้เด็กเวรใส่แว่นหน้าเกาหลีที่หน้าตายพอๆกับไอ้ไนท์แต่เพิ่มระดับความขี้เก๊กและน่าหมั่นไส้ลงไปอีกเยอะๆผมก็เริ่มโมโหขึ้นมาอีก...ยิ่งนึกถึงแววตาที่ดูหยิ่งๆ ไม่เคารพใครของมันก็ยิ่งฉุนจนผมเผลอหายใจแรงยังกับวัวกระทิงเจอผ้าแดง

            “มึงอย่าพูดถึงไอ้เด็กนั่นให้กูได้ยินอีกนะ!

            ซึ่งยิ่งเมื่อผมหงุดหงิด...ไอ้ฟีลก็ยิ่งยิ้มชอบใจ ส่วนไอ้ไนท์ก็นั่งมองพวกเราสลับกันไปมาแบบมึนๆ แต่ผมรู้ว่ามันรู้เรื่อง

            “คร้าบๆ...เห็นป่ะไนท์...พอโดนแทงใจดำแล้วไอ้เกียร์โคตรหงุดหงิดเลยว่ะ ฮ่าๆ”

            “ไอ้ห่าฟีล!!

            และแล้วบทสนทนาของพวกเราก็เป็นอันตัดไปเมื่อผมลุกขึ้นยืนวิ่งไล่เตะมัน แต่ไอ้ฟีลก็ไวกว่าลุกขึ้นโกยแน่บไปแล้ว ส่วนผมก็วิ่งตามอย่างเอาเป็นเอาตายโดยหมายมั่นว่าวันนี้แหละต้องเอาให้มันสลบคาตีน...ส่วนไอ้ไนท์ก็นั่งมองพวกเราเงียบๆโดยไม่มีการยุ่งเกี่ยวอะไรทั้งสิ้น

...................................................................

            “ไอ้เหี้ยฟีล...คอยดูนะมึง...”

            ผมสบถกับตัวเองขณะที่ล้วงกระเป๋ากางเกงควานหากุญแจห้อง และเมื่อเจอผมก็หยิบมันขึ้นมาไขประตูไม้บานสีขาว จนเมื่อได้ยินเสียงดังกริ๊ก ผมก็เก็บกุญแจไว้ที่เดิมและเปิดประตูเดินเข้าห้องไปพร้อมกับถุงข้าวผัดกะเพรากับขนมอีกนิดหน่อยในมือ

            เมื่อเดินเข้าไปในห้องผมก็วางถุงของกินบนโต๊ะเล็กพร้อมกับเดินไปเปิดม่านตรงระเบียงออกให้เห็นถึงท้องฟ้าในยามหัวค่ำที่เริ่มมืด และผมก็มองไปที่ตลาดนัดเล็กๆด้านล่างที่มีคนเดินคึกคักไปหมด...เหมือนกับที่ได้กลิ่นอาหารจากด้านล่างลอยขึ้นมาจางๆ

            มันทำให้ผมอมยิ้มแล้วก็มองดูการกระทำของพวกเขาไปเรื่อยๆ

            ผมชอบที่จะเฝ้ามองคนอื่นจากตรงระเบียงห้องแบบนี้...มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับกำลังจ้องมองมดตัวเล็กๆที่ไม่รู้ว่าเรากำลังสังเกตอยู่...อย่างเช่นผู้หญิงโกรกผมสีทองคนหนึ่งที่มักจะซื้อเกาลัดคั่วทุกวัน ผู้ชายตัวผอมที่เพิ่งจะเคยเห็นครั้งแรกที่เดินไปยังร้านข้าว หรือหมาลายจุดตัวหนึ่งที่ป้วนเปี้ยนไปมา

            มันทำให้รู้สึกว่าเวลาผ่านไปไว...จนเมื่อหันไปมองอีกทีก็เห็นว่ามันประมาณเกือบสองทุ่มแล้ว

            ผมจึงเดินกลับเข้าไปในห้องแล้วก็จัดการข้าวกะเพราร้านประจำที่วันนี้ป้าแกอาจจะโกรธใครมาหรือไง...เลยใส่กะเพราหนักมือไปหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะผมก็กินหมด แล้วก็ฉีกเลย์มาซองหนึ่งพร้อมกับโค้กอีกขวด ขณะที่มือก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเข้าเฟซบุ๊คแบบที่ทำทุกวัน

            ปลายนิ้วเลื่อนหน้าแรกไปเรื่อยๆ กดไลค์บ้างบางโพสต์ แล้วก็หยิบมันฝรั่งรสบาร์บีคิวเข้าปาก

            และแล้วผมก็ขมวดคิ้วเมื่อเห็นสเตตัสของไอ้เบื๊อกคนหนึ่งที่แท็กผมมาด้วย


                        ‘FeelZa FeelFeel – กับ Gear Kornapat
ขอให้มึงมีหน้าน้องเขาทุกลมหายใจนะครัช รักกันไปนานๆ XD’


            ผมจึงเลื่อนไปกดอ่านคอมเมนต์ทันทีเมื่อเห็นว่ามีคนมาตอบสถานะนั้นมากมาย...รวมถึงจำนวนคนถูกใจก็เกือบสามร้อยทั้งที่มันโพสต์มาแค่สองชั่วโมง บางทีอาจจะเพราะไอ้ฟีลมันดังด้วยก็ได้มั้ง?

                        ‘Pimmiiz Pimrata : กรี๊ดดดดดดด ใครอ่ะฟีลลลล เกียร์ชอบใคร???
                        ‘คนหล่อ รักจิงจิง น้องไหนวะโคตรโชคร้ายเบย 555 กูละอยากเห็นจริงๆ
                        ‘ไม่รู้ ไม่บอก เกียร์มันมีแฟนแล้วอ่อ? ใครวะไอ้ฟีล? หลังไมค์ด่วนๆๆ


            และอีกมากมายหลายความเห็นในทำนองนี้ทั้งนั้นจนผมนึกอยากจะให้มันมีปุ่มดิสไลค์...ถ้ามันมีจริงผมจะกดไอ้โพสต์นี้รัวๆรวมถึงความเห็นยี่สิบกว่าความเห็นพวกนั้นด้วยซึ่งเข้าใจผิดกันไปหมดว่าเป็นเรื่องอะไรทำนองว่าผมไปปิ๊งน้อง

            ไม่เลยไม่...รักกันปานจะเอามีดมาแทงตายเลยเหอะ

            ผมเลยจัดการส่งแชทไปด่าไอ้ฟีล แต่ว่ามันไม่ได้อ่าน เหมือนกับว่ามันไม่ได้เปิดอยู่ ผมเลยกดออกเฟซแล้วก็เขวี้ยงโทรศัพท์ไปบนเตียง จากนั้นก็เก็บพวกห่อขนมที่หมดแล้วกับกล่องข้าวใส่ถุง เอาออกไปนอกห้องพร้อมกับขยะที่เหลือจากเมื่อวาน

            สองขาของผมเดินออกไปนอกห้อง และในจังหวะที่จะปิดประตู ห้องข้างๆก็ทักพอดี

            “อ้าวเกียร์? ไปทิ้งขยะเหรอ?”

            ผมหันไปยิ้มให้เล็กน้อย...เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูงเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติแบบเดือนคณะที่แก่กว่าผมปีหนึ่ง เขาเป็นรุ่นพี่ที่ผมรู้จักตั้งแต่อยู่หอนี้ครั้งแรกๆเลยตั้งแต่ตอนรับน้อง จนสนิทกันมากกว่าพี่น้องแท้ๆซะอีก

            “ครับเฮียวิทย์...เพิ่งกลับเหรอครับ?”

            อีกคนพยักหน้าหงึกๆให้ พร้อมกับถอนหายใจเล็กน้อย

            “อ่า...ไอ้ปัตย์มันลืมเอากระเป๋าตังค์ไปเลยไม่เงินจ่ายค่าข้าวน่ะสิ...เฮียเลยต้องขึ้นมาเอาตังค์ไปให้มันตรงร้านเจ๊ดาเนี่ย”

            ผมหัวเราะกับคำตอบนั้น...พี่ปัตย์คือพี่อีกคนที่สนิทกับเฮียวิทย์จนตัวแทบติดกันเป็นปาท่องโก๋ถึงแม้จะเรียนกันคนละคณะ แต่ว่าผมก็สนิทกับเขาพอสมควร และจำได้แม่นเพราะหูที่เจาะจนแทบพรุน แล้วก็ท่าทางแรงๆแต่ว่าเปิ่นสุดตีนของพี่แกนั่นแหละ

            เมื่อคุยเสร็จผมก็เดินไปทิ้งขยะด้านล่างหอ แล้วก็กลับขึ้นมาอีกครั้ง...ทำให้เดินสวนกะเฮียวิทย์ที่เร่งรีบเดินไปพร้อมกระเป๋าเงินในมือที่ทำให้ผมหัวเราะอีกรอบ และก็นึกภาพออกเลยว่าพี่ปัตย์ต้องโดนเฮียเขาว้ากใส่แน่ๆ

            ผมเดินกลับขึ้นไปที่ห้อง หลังจากนั้นก็เปิดทีวี ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบของตนเองต่อไป


************************************************************************

ก...กลับมาแล้วค่ะ ขอโทษนะคะที่ช้ามากๆเลย...สารภาพค่ะว่าลืมเลยว่ามีนิยายเรื่องนี่อยู่ YwY // โดนฆ่า
ตอนแรกที่แต่งก็กะจะให้พี่ไนท์เป็นผู้ชายปกติค่ะ แต่ไปๆมาๆเป็นแบบนี้ได้ไงกันนะ? 555555
ส่วนเรื่องเฮียวิทย์นั้น...เฮียวิทย์คนนี้ได้กำเนิดมาจากเพื่อนสนทิคนหนึ่งค่ะ! >w<

ชีวิตประจำวันพี่เกียร์มุ้งมิ้ง 55555 ที่จริงแล้วพี่เกียร์เป็นคนใจดีนะคะ~ แต่ว่าก็แค่ขี้หงุดหงิด ขี้วีน ขี้โมโหเท่านั้นเอง (?)

ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอดนะคะ! ยังไงก็อัพต่อแน่ค่ะ แต่อาจจะแบบ...เดือนละบท ไรงี้ 55555 // โดนตบตี
อ๋าาาา ล้อเล่นค่า จะมาอัพนะคะถ้าเกิดว่าง รักทุกคนค่า!

Chapter 1 : ปีหนึ่งกับเพื่อนใหม่

Chapter 1 : ปีหนึ่งกับเพื่อนใหม่
                                     

Graph’s Say :

            “เชี่ย...เอาไงดีวะมึง?”

            คนข้างๆที่ตัวเตี้ยกว่าผมเกือบสิบเซ็นต์หน้าซีดยิ่งกว่ากระดาษเอสี่ หลังจากที่โดนรุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งยืนแหกปากทำหน้าโหดอยู่ด้านหน้าของห้องประชุมเชียร์เรียกเสียงดัง...นั่นทำให้คนอีกเกือบห้าร้อยคนในห้องหันมามองพวกเราเป็นตาเดียว

            ตั้งใจจะประจานเลยสินะ...คุณเฮดว้าก?

            “ก็ไม่เอาไง เขาเรียกก็ไปดิ”

            ผมตอบไอ้โดมไปด้วยสีหน้าตามปกติผิดกับมันที่ตอนนี้หน้าตาเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ...ก่อนจะลากมันเดินไปด้วย ซึ่งระหว่างนั้นพวกเราก็ตกเป็นเป้าสายตายิ่งกว่าซูเปอร์สตาร์ระดับเอเชียเสียอีก...

            จนกระทั่งเมื่อผมสามารถเดินมาหยุดตรงหน้าเฮดว้ากคนนั้นได้โดยมีไอ้เปี๊ยกตัวสั่นด๊อกแด๊กห้อยตามมาด้วย...ผมถึงได้เห็นว่ารุ่นพี่คนนั้นหน้าตาดูดีกว่าที่มองเห็นจากระยะไกล...และตัวบางกว่าที่คิด

            “บอกชื่อกับรหัสพวกคุณมา!

            เขาถามเสียงโหดจนไอ้โดมสะดุ้งตัวโยน...ด้วยความที่มันเป็นคนตัวเล็กอยู่แล้ว พอมันท่าทางแบบนี้เลยยิ่งเหมือนกับลูกหนูเจอแมวเข้าไปใหญ่...แถมตาโตๆนั่นยังมองไปทางนู้นทีทางนั้นทีเหมือนจะขอความช่วยเหลือจากที่ไหนสักแห่ง...ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่มี

            “ภ...ภัทรพล...รหัส 0128 ค...ครับ” มันตอบเสียงสั่น

            “แล้วคุณล่ะ?”

            “...กันต์กวี รหัส 0041 ครับ” ผมตอบเสียงเรียบพลางจ้องตาพี่ว้ากตัวดีไม่วางตา

            และดูท่ามันจะทำให้เขาไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่...ดูจากคิ้วเรียวที่เริ่มขมวดเป็นปมมากขึ้นจนน่าจิ้มตรงหว่างคิ้วให้คลายออกนั่นน่ะ...

            “ปฐมนิเทศเริ่มกี่โมง?”

            “...”

            พวกเราสองคนต่างเงียบ...ไอ้โดมเงียบเพราะมัวแต่ก้มหน้าตัวสั่นไม่กล้าตอบ ส่วนผมก็เงียบเพราะจำไม่ได้แถมยังมองหน้าคนถามนิ่งๆ...จนคนตรงหน้ากัดฟันกรอด

            ทำเอาความรู้สึกอยากกวนตีนมันผุดขึ้นมาในหัวทันทีเลยล่ะครับ

            “ผมถามว่าปฐมนิเทศเริ่มกี่โมง!?”

            “ป...แปดโมงครับ” ไอ้โดมตอบพร้อมกับหลับตาปี๋จนผมส่ายหัวน้อยๆอย่างไม่เข้าใจว่ามันมีอะไรน่ากลัวนักหนา

            “แล้วตอนนี้กี่โมงแล้ว?”

            “แปดโมง...ห...ห้า...”

            “พูดอะไร!? ผมไม่ได้ยิน!!
           
            “แปดโมงห้าสิบครับ!

            “สายมาห้าสิบนาที...พวกคุณคิดว่าเพื่อนๆคนอื่นของคุณมากันตั้งแต่กี่โมง!?” เฮดว้ากตวาดเสียงเขียวจนทั้งห้องประชุมพากันทำหน้ากลัวสุดขีด...มีคนหนึ่งทำท่าเหมือนจะเป็นลมแล้วก็มีเพื่อนข้างๆเอายาดมกับพัดมาให้ด้วยล่ะ

            อะไรจะกลัวกันขนาดนั้นนนน?

            “ห้าสิบนาทีที่ผ่านมาคงไม่มีค่าในสายตาพวกคุณสินะ...ดี...”

            รุ่นพี่คนนั้นกดเสียงต่ำ พร้อมกับยกยิ้มมุมปากดูชั่วร้ายไม่ต่างจากในหนังสักนิดขึ้นทำเอาไอ้โดมตัวสั่นกว่าเดิม...สงสัยคงกลัวจนขี้หดหมดแล้วมั้งนั่น?

            “ถ้างั้นก็กอดคอสก็อตจัมพ์กันห้าสิบนาที จนกว่าผมจะบอกให้หยุด!

            ห่ะ...ห้าสิบนาที...รวมแล้วกี่รอบวะเนี่ย...?

            “ยืนบื้อกันทำไมอีก!? ผมบอกให้ทำก็ทำสิ!!

            และเพียงแค่อีกประโยคพ่นออกมา...ไอ้โดมที่ยืนเงอะๆงะๆอยู่ในตอนแรกก็สะดุ้งสุดตัวจนเรียกได้ว่ามันกลัวจนขี้หด ก่อนจะรีบกอดคอผม...ผมเลยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกอดคอมันกลับแบบมึนๆ แล้วก็เริ่มลุกนั่งตามคำสั่ง

            “หนึ่งสอง!

...................................................................

            “โอ๊ยเชี่ย...ขากูพังแล้วมั้งเนี่ย”

            “มึงจะบ่นทำหอกไรวะ? บ่นแล้วขามึงจะหายเจ็บไง?”

            และแทนที่พอผมด่ากลับไปแล้วไอ้โดมมันจะเลิกบ่น...เปล่าเลยครับเปล่าเลย...มันกลับยิ่งบ่นหงุงหงิงกว่าเดิมเหมือนลูกหมาไม่มีผิด ยิ่งตอนนี้มันเดินแบบคนขาไม่มีแรง มันเลยยิ่งดูคล้ายกับลูกหมาง่อยแดกเข้าไปใหญ่

            “มึง...กูขอนั่งแปบดิ”

            ไอ้โดมรีบพูดทันทีเมื่อเหลือบไปเห็นม้านั่งหินอ่อนที่อยู่ไม่ไกล...ผมกับมันเลยรีบเร่งสปีดในการกอดคอเดินแบบคนขาเป๋ไปให้ถึงจุดหมายอย่างเร็วที่สุด

            ทันทีที่หย่อนก้นทิ้งน้ำหนักบนม้าหินเย็นๆ ไอ้โดมก็ถอนใจเฮือกใหญ่และเริ่มอ้าปากบ่นอีกรอบ ในขณะที่เอนหัวไปข้างหลังพิงกับขอบโต๊ะ

            “เฮดว้ากแม่งต้องการไรวะ!? กูละเบื่อ!

            คำพูดของมันทำให้ผมนึกถึงบทลงโทษห้าสิบนาทีที่ได้รับไป...เอาจริงๆมันก็ไม่ครบดีหรอก ถ้าประมาณไม่ผิดคงแค่สิบนาทียี่สิบนาทีเองมั้ง?...แต่แค่ไม่ถึงครึ่งพวกผมยังขาลากขนาดนี้...ขืนสก็อตจัมพ์นานห้าสิบนาทีจริงๆมีหวังคงรู้สึกเหมือนสิบล้อทับขาชัวร์

            “เป็นไงล่ะ รับน้องสุดเจ๋งของมึง...กูถึงไม่อยากมาไงครับสัส” ผมตอบกลับไปบ้าง

            ไอ้โดมหันมาค้อนวงใหญ่ใส่ผม และยังไม่ทันที่มันจะอ้าปากพ่นอะไรออกมา ก็มีเสียงมาขัดซะก่อน

            “เฮ้ย...พวกมึงสองคนอ่ะ”

            พวกผมสองคนหันไปมองด้านขวา...ผู้ชายคนหนึ่งนั่งคร่อมอยู่บนมอเตอร์ไซค์ฟีโน่สีดำเงาวับกำลังจ้องมองเราสองคนด้วยสีหน้าสงสัย แต่กระนั้นก็ยังยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

            “เลิกว้ากตั้งนานแล้วนะ...ทำไมยังมานั่งตรงนี้อะ?”

            เขาถามพลางเอียงหัวที่สวมหมวกกันน็อกสีขาวน้อยๆ...แต่เมื่อไอ้โดมจะอ้าปากตอบ ปีหนึ่งคนนั้นก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรออกก่อนจะหัวเราะออกมา

            “หรือมารอใคร? ฮะๆ”
            “เปล่า โดนพี่ว้ากลงโทษอ่ะดิ สก็อตจัมพ์จนปวดขาหมดละเนี่ย” ไอ้โดมตอบพลางทำหน้าป่วยๆ...ผมกับมันเป็นคนประเภทใครดีมาดีตอบครับ เพราะงั้นใครที่ไม่พูดหยาบมา พวกเราก็จะพูดเพราะขึ้นมาหน่อยนึง

            “เอ๊า? แล้วงี้กลับไหวอ่อ?”

            “ไม่รู้ว่ะ ไม่ไหวก็นอนแม่งใน ม.นี่หละ”

            เมื่อได้คำตอบ...เจ้าของรถมอไซค์ก็มองพวกผมนิ่งๆเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างออก...และเขาก็ยิ้มออกมาอีกครั้งพร้อมกับบิดรถมาใกล้ๆม้าหินที่ผมนั่งอยู่มากขึ้น

            “หออยู่ไหนอะ เดี๋ยวไปส่ง”

            “เห้ย ไม่ต้องๆ เกรงใจ” ผมรีบโบกมือ แต่ก็ต้องเปลี่ยนเป็นแบคว้าหมวกกันน็อกอีกอันที่คนซึ่งเพิ่งรู้จักโยนมาให้

            “เพื่อนกันน่า อย่าซีเว้ย” เขาหัวเราะและเขยิบตัวไปด้านหน้าเตรียมพร้อมให้พวกเราซ้อนท้าย...นั่นทำให้ป้ายกระดาษห้อยคอซึ่งตอนแรกพลิกกลับหลังอยู่หมุนกลับมาให้ผมเห็น

                        ‘N’เซนต์ 0067’

            “อ้อ...เออ กูเซนต์” เขาพูดเหมือนเพิ่งนึกออกหลังจากเห็นผมมองป้ายชื่อเขา

            “กูกราฟ...ส่วนไอ้นี่ชื่อโดม แต่มึงจะเรียกไอ้เปี๊ยกก็ได้ อ้อ...แต่ชื่อเล่นมันจริงๆคือชิวาว่า”

            “สัสกราฟไม่แซะกูซักวันมึงจะตายห่ามะ!?”

            เซนต์หัวเราะเสียงใสทันที จนพวกผมหัวเราะบ้าง ก่อนที่เขาจะเอามือมาตบๆเบาะหลังพร้อมกับสายตาวิบวับที่จ้องมองมาเป็นเชิงคาดหวังไม่นิดหน่อย

            “ขึ้นมาเร็วๆดิ...ติดเครื่องไว้นานๆมันเปลืองน้ำมันนะเออ”

            แหม่...คำพูดไม่ค่อยจะกดดันเลยนะครับคุณมึง...

************************************************************************

แฮ่! ขอโทษที่หายไปนานนะคะ งานเยอะจริงอะไรจริง
จะพยายามมาอัพนะคะ! แต่บอกตรงๆเลยค่ะว่าในบอร์ดตอนนี้มีแต่กระแสพี่ว้ากทั้งนั้น...เลยเริ่มกลัวแล้วล่ะค่ะ ;3;
แล้วก็ตอนเปิดมาครั้งแรกตกใจเลยค่ะ มียอดวิวเยอะแยะเลย! >w<
ที่จริงแล้วเรื่องนี้ก็ลงในเด็กดีด้วยนะคะ แต่ลงไว้ที่เว็บนี้ด้วย เพราะบางทีแบบ...ฉากเข้าด้ายเข้าเข็มไร้งี้ก็จะได้มาลงที่นี่แทนไงคะ... // เอานิ้วชี้จิ้มกันไปมาบุ้ยปากตอแหลมาก // โดนตบตี
555555 เอาเป็นว่าขอบคุณรีดทุกคนจริงๆนะคะ!