วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2558

Chapter 3 : ปีหนึ่งกับการเริ่มต้น

Chapter 3 : ปีหนึ่งกับการเริ่มต้น


Graph’s Say :


            “ผมบอกว่าให้กระโดดตบพร้อมกันห้าสิบรอบ! พวกคุณได้ยินคำว่าพร้อมกันไหม!? แล้วทำไมมันถึงเป็นแบบนี้!?!

            ณ เวลานี้...เที่ยงกับอีกสามสิบสี่นาทีที่ลานกิจกรรมมหาวิทยาลัยถูกครอบครองโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิศวกรรมโยธาที่มีจำนวนคนมากเกือบที่สุดในสายคณะเดียวกัน...น้องๆปีหนึ่งทุกคนพร้อมใจกันยืนนิ่งกางแขนราวกับกำลังรับละอองหิมะเย็นฉ่ำที่โปรยปราย...

            แต่ขอโทษครับ...พวกกูอยู่ประเทศไทย...ไม่ใช่สวีเดน

            ตอนนี้ทุกรูขุมขนของผมถูกแผดเผาด้วยแสงอาทิตย์อันแรงกล้าเหมือนว่ามหาลัยแม่งตั้งอยู่ในจุดดับพระอาทิตย์ เหงื่อแตกซ่กจนเสื้อเปียกทั้งๆที่ไม่ใช่สงกรานต์ ข้างซ้ายของผมคือไอ้โดมที่หลอกตัวเองว่ามันอยู่ระหว่างฝึกกำลังภายในเป็นจอมยุทธ์ ส่วนอีกข้างคือไอ้เซนต์ที่มโนว่ามันกำลังได้รับวิตามินดี

            ดีพ่อง!

            “เอาใหม่! ทุกคนนับพร้อมกัน!! ถ้าคราวนี้ยังทำไม่ได้ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้กินข้าว!

            สิ้นเสียงประกาศของเฮดว้ากที่อยู่ด้านหน้า ทุกคนก็พร้อมใจกันยืนนิ่ง เมื่อได้ยินต้นเสียงนับสามสี่ พวกเราทุกคนก็เริ่มกระโดดตบใหม่เป็นรอบที่สี่หรือห้าแล้วก็ไม่รู้

            “หนึ่ง! สอง! สาม!

            ผมเองก็กระโดดแล้วตบมือบนหัวทั้งๆที่ขาเริ่มล้าไปหมด ไอ้โดมกับไอ้เซนต์งี้หน้าแดงไปหมด พวกผู้หญิงบางคนก็เหมือนจะไม่ไหวแล้วเหมือนกัน...เฮดว้ากคนนั้นน่ะ...ไม่มีหัวใจบ้างเลยหรือไง?

            แม้จะมองเห็นจากระยะไกลแบบนี้ แต่ผมก็มองเห็นสีหน้าเหมือนจะไปฆ่าใครของเขาได้ชัดแจ๋ว เส้นผมย้อมสีน้ำตาลอ่อนเมื่อโดนแดดอย่างนี้ก็ยิ่งดูสว่าง ผิวของเขาแดงไปหมดเพราะแดดเผาแต่ก็ยังยืนด่าพวกเราปาวๆโดยที่ไม่แสดงอาการอะไรสักนิด

            นับถือจริงๆ...ห่า...

            “พอ!!

            แต่แล้วเสียงของคนที่ผมกำลังส่องอยู่ก็รีบเบรกขึ้นทั้งๆที่ยังตบแปะไม่ถึงสิบห้าครั้ง พวกเราทุกคนเงียบกริบรอฟังบัญชาต่อไป

            “ต้องให้ผมพูดซ้ำกี่ครั้งว่าพร้อมกันน่ะ!! คำสั่งแค่นี้ทำไมพวกคุณถึงทำไม่ได้!? หรือที่ผมพูดกับพวกคุณไปมันไม่เข้าสมองเลย!? หรือต้องให้ผมสั่งให้เอากระทิงแดงราดหัวก่อนถึงจะมีแรงมาทำตามสิ่งที่ผมพูดเนี่ย!?!

            อื้อหือ...ด่าได้เจ็บแสบมาก...ชาติที่แล้วแม่งเกิดเป็นมดรึไงวะ

            “เชี่ย...กราฟ กูไม่ไหวแล้วอะ”

            ไอ้โดมที่อยู่ข้างๆกระตุกชายเสื้อผมเบาๆจนผมหันไปมองแล้วก็ใจหายวาบ แก้มมันแดงเพราะโดนแดดเผา แต่อย่างอื่นนี่ซีดเซียวไปหมดเหมือนคนจะลาโลกเต็มที มันเหมือนจะไม่ไหวจนผมต้องประคองแขนมันไว้ ไอ้เซนต์ที่อยู่ข้างๆเลยหันมามองบ้าง

            “โดมเป็นไรวะมึง?”

            “ไม่รู้ว่ะ เหมือนจะเป็นลมแดด” ผมตอบพร้อมกับเขย่าตัวไอ้เปี๊ยกเบาๆ...แดดเผาจนแม้แต่ตาขาวมันยังแดงอะครับคิดดู

            “เชี่ย! งั้นนี่ มึงรีบเอาน้ำกูราดมันเร็ว! ไม่งั้นเดี๋ยวมันช็อกขึ้นมาชิบหายเลยนะ”

            ไอ้เซนต์ว่าเร็วๆแล้วรีบก้มหยิบขวดน้ำเย็นที่ซื้อมาก่อนเข้าว้ากที่วางอยู่ข้างๆขามันส่งให้ผม ผมรีบเปิดฝาแล้วเทราดหน้าราดหัวไอ้โดมทันทีเพราะไอ้คำว่าเดี๋ยวมันจะช็อกของไอ้เซนต์นี่แหละ

            ...ซึ่งพวกเราก็ลืมไปโดยสิ้นเชิงว่าตอนนี้กำลังอยู่ต่อหน้าเฮดว้าก...

            “พวกคุณสามคนตรงนั้นน่ะ!! ทำอะไรกัน!?!

            กึก

          เสียงโหดๆของใครบางคนทำให้ทั้งผมทั้งไอ้เซนต์ชะงักแล้วหันขวับไปมองทางต้นเสียง พี่ว้ากกี่สิบชีวิตไม่รู้กำลังจ้องมองพวกเราเหมือนจะเอาไปฆ่าหมกป่าละเมาะแถวบ้าน ส่วนปีหนึ่งอีกเป็นร้อยก็มองพวกเราเป็นตาเดียวเหมือนสับปะรด

            อีห่า...ทีอย่างนี้ล่ะสามัคคีกันจัง

            “พวกคุณไม่ฟังผมเลยใช่ไหม!? ไหนตอบมาซิว่าทำอะไร!?

            “เพื่อนผมเป็นลมครับ!!

            !?

            ผมหันขวับไปมองไอ้เซนต์ที่ยืนตรงตอบคำถามอย่างฉะฉานจนทุกคนสตันท์ไปสิบวิ แม้แต่เฮดว้ากก็เช่นกันที่นิ่งไป ก่อนจะหันไปเรียกพี่พยาบาลมาดู

            ชั่ววินาทีหนึ่งเขาหันมาสบตากับผมพอดี แล้วสีหน้าของเขาก็บึ้งตึงลงอย่างเห็นได้ชัด

            เพียงเวลาไม่นานพี่ผู้หญิงฝ่ายพยาบาลก็รีบวิ่งมาทางพวกผม พี่เขาตบแก้มดูอาการไอ้โดมแปบเดียวแล้วก็เรียกเพื่อนมาช่วยกันหามมันออกไปที่ศาลาใกล้ๆ ผมกับไอ้เซนต์มองตามไปอย่างเป็นห่วงเพราะอย่างน้อยมันก็เป็นเพื่อนพวกเรา ก่อนจะต้องหันกลับไปเพราะเสียงพี่ว้ากดังขึ้นอีกรอบ

            “เลิกสนใจได้แล้ว! ผมยังพูดไม่จบนะ!!

            พวกปีหนึ่งที่หันไปมองไอ้โดมรีบหันกลับไปหาเฮดว้ากแทบจะในทันที ซึ่งคำพูดที่ออกมาแน่นอนว่ามีแต่คำบริภาษล้วนๆจนผมกับไอ้เซนต์มองหน้ากันแล้วถอนหายใจออกมา

            อะไรกันนักกันหนาวะเนี่ย...?

...................................................................

            “มึงเป็นไงบ้าง? ดีขึ้นยัง?”

            “โหยเซนต์ กูบอกเป็นสิบรอบแล้วนะว่ากูไม่เป็นไรอ่า พวกมึงก็คิดมากไปได้”

            หลังจากที่การประชุมเชียร์วันนี้สิ้นสุดลง ผมกับไอ้เซนต์ก็รีบตรงดิ่งมายังหน่วยพยาบาลทันที แล้วก็เห็นไอ้เปี๊ยกที่ตอนแรกแม่งอ่อนปวกเปียกเหมือนจะตายคุยสนุกสนานเฮฮากับพี่ๆผู้หญิงโดยไม่ได้รับรู้ความทรมานทรกำของปั่นจิ้งหรีดสามสิบรอบเลยสักนิด

            มึงแกล้งเป็นลมใช่ไหม!? ตอบ!!

            “เออๆ ไม่เป็นไรมากก็ดีแล้ว พวกกูห่วงแทบแย่นึกว่ามึงจะชักแหง่กๆๆ”

            ไอ้เซนต์ว่าแล้วทำท่าชักแหงกๆเหมือนจิ้งจกโดนไฟช็อตจนไอ้โดมกับพี่ๆพยาบาลที่มองอยู่ขำก๊าก ผมเองก็หลุดขำเบาๆออกมาเหมือนกัน

            “ฮะๆ น้องเซนต์ตลกดีอ่ะ”

            พี่แก้ว พี่ปีสามหน่วยพยาบาลพูดพร้อมกับหัวเราะไปด้วยจนไอ้เซนต์ยิ้มเขินๆ ไม่เขินก็แปลกครับ...พี่เขาน่ารัก ผมยาวๆย้อมสีน้ำตาลเข้ม แต่งหน้านิดเดียวก็สวย เอวบาง ร่างเล็ก ยิ้มเก่ง เฟรนลี่ ครบสูตรของผู้หญิงในอุดมคติ         

            “แก้วววว~

            แต่แล้วเสียงหัวเราะของพวกเราทั้งหมดก็เงียบลงน้อยๆเมื่อใครบางคนเดินเข้าศาลามาพร้อมกับเสียงเรียก ทำให้พี่แก้วหันขวับไปมอง แล้วก็เลิกคิ้วน้อยๆทั้งที่ยิ้มอยู่

            “อ้าวฟีล? มีอะไรรึเปล่า?”

            ผมหันไปมองตาม และก็เห็นพี่คนหนึ่งที่จำได้รว่าเป็นพี่ว้ากเดินมาทางนี้ ถึงผมจะไม่ได้ก่อวีรกรรมอะไรกับพี่แกก็เถอะ ก็ลองนึกดูนะครับ...หน้าใสๆไร้สิว สันจมูกโด่งได้รูป ดวงตาคมที่พอมองไปทางไหนทีสาวก็ละลายแบบนี้มันโคตรเด่นเลยเหอะ ใครจำไม่ได้ก็โคตรบื้อละ!

            “ใครวะกราฟ? มึงรู้จักปะ?” ไอ้เซนต์แอบกระซิบถาม

            เวรกรรม...กูเพิ่งด่าไปแหมบๆ

            “เราเหมือนจะเป็นไข้อะแก้ว” พี่คนนั้นที่ถูกเรียกว่า ฟีล พูดพร้อมกับทำหน้าเหมือนกำลังเหนื่อยมาก จริงๆก็ไม่แปลกหรอกที่จะเป็น เล่นตากแดดกันขนาดนั้นอะนะ

            “แย่แล้ว นี่ปวดหัวรึเปล่าเนี่ย?” พี่แก้วรีบยื่นมือไปแตะแก้มพี่ฟีล

            “ไม่หรอก...เพราะเราเป็นไข้เธอไม่ดาด ขาดเธอไม่ได้อ่ะ ฮิ้วววววววว เสี่ยวเชี่ยยยยย”

            = =;

            แม่งมีใครเมพกว่านี้ไหมครับ? เล่นเอง ตบเอง โห่เองหมด...ครบเซ็ท!

            “โห่ฟีลอะ! เราตกใจหมด!” พี่แก้วว่าพลางทำหน้าดุๆ แต่ว่าแก้มสองข้างกลับเป็นสีชมพู ส่วนริมฝีปากก็เม้มแน่นเหมือนกำลังกลั้นยิ้มอยู่ ทำเอาพี่ฟีลหัวเราะ ก่อนจะหันมามองสามหน่อปีหนึ่งอย่างพวกเราเหมือนเพิ่งจะสังเกต

            “อ๊ะ นี่น้องที่เป็นลมนี่? เป็นไงบ้าง? ดีขึ้นยัง?”

            พี่เขารีบตรงดิ่งมาถามไอ้โดมทันที ซึ่งมันก็ยิ้มแล้วส่ายหัวเป็นเชิงว่าไม่เป็นไรแล้ว ทำให้พี่ฟีลถอนหายใจเหมือนจะโล่งอกจนผมอดคิดไม่ได้...ทั้งๆที่เป็นเพื่อนเฮดว้าก แต่ว่านิสัยนี่คนละขั้วจริงๆเลย เหอะ

            “ไม่เป็นไรหรอกพี่ ดีนะตอนมันเป็นลมแดดพวกผมเอาน้ำเย็นมาราดตัวทัน ไม่งั้นคงร้อนจนชักอะ” ไอ้เซนต์ว่า ทำให้พี่ฟีลหันมายิ้มแล้วพูดต่อ

            “สาดน้ำเย็นอะ พี่ขอบาย”

            “?”

            พี่ฟีลหันกลับไปมองไอ้โดมที่ตอนนี้นั่งทำหน้าเป็นหมางง แล้วพี่เขาก็ควักไอโฟนตัวเองออกมากดๆก่อนจะยื่นให้ไอ้เปี๊ยกโดมพลางทำท่าเสยผม

            “แต่ถ้าน้องมีไลน์...พี่ขอที”

            “...”

            เงิบแดกกันทั้งศาลา

            “ฮุ...ฮุ...ฮ่าๆๆ!! โอ๊ยฮาว่ะ โคตรจี้อ่ะพี่ ฮ่าๆๆ!

            ไอ้เซนต์ขำกลิ้งออกมาทำให้ทุกคนขำตามไปด้วยจนเสียงขำดังไปทั่ว ตอนนี้ไอ้โดมหน้าแดงไปถึงคอเลยล่ะครับ ผิดกับพี่ฟีลที่มือยังค้างอยู่ท่าเสยผมส่วนอีกมือก็ยื่นโทรศัพท์ไปตรงหน้าเพื่อนผมอยู่เลย

            “ขอไลน์หน่อยครับ”

            “อะ...ครับ”

            สุดท้ายแล้วไอ้โดมก็ให้ไอดีไลน์พี่ฟีลไปแบบงงๆปนเขินพร้อมบรรยากาศสีชมพูอมม่วงที่ล้อมรอบ พอไอ้หมาน้อยมันเงยหน้ามามอง ผมเลยแกล้งทำหน้าล้อเลียนมันไป เท่านั้นแหละ มันก้มหน้างุดเลย สงสัยจะอายจริงๆ

            “หัวเราะไรกันวะ? ไอ้ฟีล?”

            ใครบางคนที่เดินเข้ามาทำให้พวกเราหันไปมองพร้อมกัน แล้วก็ต้องผงะเมื่อเห็นร่างของเฮดว้ากเดินเข้ามาด้วยสีหน้ามึนงง แต่พอเห็นพวกเราปุ๊บ สีหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นหงุดหงิดทันที

            “ไอ้เกียร์? มีไรวะ?”

            “เปล่า...กูแค่จะมาบอกว่าสมุดเซ็นชื่อเหลือเพียบ มึงไปช่วยไอ้ปอนับทีดิ๊ว่าเหลือเท่าไหร่ เดี๋ยวกูไปเอาแฟ้มงานจากไอ้เบียร์ก่อน”

            พี่ฟีลพยักหน้าก่อนจะวิ่งออกไป ทิ้งให้เหลือแค่สามหน่อปีหนึ่ง เฮดว้ากสุดโหด และหน่วยพยาบาลที่นั่งตาปริบๆ

            “...”

            ดวงตาสีดำของเฮดว้ากปรายมองพวกเรานิ่งๆเหมือนกำลังจ้องมองขยะชนิดหนึ่งว่าควรนำไปใส่ในถังสีเขียว สีเหลือง สีน้ำเงินหรือสีแดงดี (ทั้งๆที่ความจริงสุดท้ายมันก็เอามารวมกันหมดอยู่ดี) โดยไม่ได้พูดอะไรเลย...ก่อให้เกิดบรรยากาศกดดันอย่างมหาศาลจนพี่ๆคนอื่นพากันถอยหนีไปตามสภาพ

            มือของเขาหยิบอะไรบางอย่างโยนลงมาตรงหน้าของผมพอดี

            แหมะ

            “พวกมึงไม่ได้มาเอาไอ้นี่”

            พี่ว้ากพูดสั้นๆแล้วหันหน้าไปทางอื่น ส่วนพวกผมก็มองของที่เขาโยนมาให้...สมุดเล่มเล็กๆสามเล่มเหมือนกันเป๊ะ...นี่มัน...

            สมุดลายเซ็น?

           “ตั้งแต่มะรืนนี้ก็เริ่มขอได้แล้ว หาให้ครบพันชื่อ ไม่งั้นกูจะเอาพวกมึงให้ตาย”

           ว่าจบ ร่างที่ดูผอมบางก็เดินจากไปราวกับพวกเราเป็นอากาศธาตุ ไอ้โดมนั่งมองแบบหมางงของมัน ไอเซนต์ก็ไม่ได้ว่าอะไรแล้วหยิบสมุดพลิกซ้ายพลิกขวาสำรวจ ผมเองก็หยิบมันขึ้นมาดู

           ...ทั้งๆที่ความจริงแล้วจะทำเป็นไม่สนใจก็ได้...แต่ก็เอามาให้

            “...”

            ชื่อเกียร์...งั้นสินะ?

            “กราฟมึงเป็นไรวะ? นั่งยิ้มอยู่คนเดียว”

            ผมเงยหน้ามองไอ้โดมที่ทำหน้าแปลกๆใส่ เหมือนกันกับไอ้เซนต์ที่ทำหน้าพิลึกพอกัน ก่อนที่ผมจะหัวเราะออกมาเบาๆ


            “เปล่า...ไม่มีไร”


**********************************************************************

แงงงงง ผิดไปแล้วค่ะ ขอโทษที่ดองค่ะ ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ ขอโทษค่าาาา YwY
แต่งด้วยความเร็วแข่งกับหอยทากค่ะ...แต่ว่ากว่าจะแต่งได้บทหนึ่งหอยทากกระดึ๋บข้ามประเทศได้แล้วอ่ะค่ะ 55555 ;w;

พี่ฟีลเป็นคนตลก ฟฟฟฟว์ มุกจีบสาวเอามาจากแท็กนี้ในทวิตค่ะ #มุขเสี่ยวเกี้ยวสาว
บอกแล้วว่าจริงๆพี่เกียร์ใจดี XD แต่นางขี้วีนแค่นั้นแหละค่ะ แค่ขี้วีน ขี้โมโห อารมณ์ร้อนนั่นแหละ ไม่งั้นทุกอย่างดีหมด
ส่วนหนุ่มกราฟนี่...ดีทุกอย่างยกเว้นนิสัย 5555555 #อัลไล

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Chapter 2 : พี่ว้ากกับชีวิตประจำวัน

Chapter 2 : พี่ว้ากกับชีวิตประจำวัน


Gear’s Side :

            “เป็นไรมึง? ทำหน้าเป็นตูดลิงเบย อย่าบอกนะว่าเมนส์ไม่มาอ่ะ?”

            “ไอ้สัส!!
           
            ทันทีที่ถูกทัก ผมก็หันไปให้พร (ด่า) ไอ้คนที่มันมาทักทันที แต่มันก็ไม่ได้ว่าอะไรนอกจากหัวเราะคิกคัก แถมยังมีหน้าหันไปทำท่าซุบซิบโคตรน่าเอาบาทาประทับหน้ากับคนอีกคนด้วย

            “ไนท์ดูดิ ไอ้เกียร์มันเมนส์ไม่มาแล้วมันมาวีนใส่กูอ่ะ ทำไงดีวะ?”

            มัน หรือ ไอ้ฟีล’ กระซิบด้วยเสียงที่เรียกได้ว่ามันจงใจให้ผมได้ยินชัดเต็มสองรูหู แล้วก็เหลือบมองผมแบบทะเล้นๆจนผมส่งค้อนปะหลักปะเหลือกให้จนลูกตาแทบหลุดไปหามัน และแทบจะวิ่งไล่เตะมันให้เลือดสาด

            แต่ผมไม่เคยวิ่งไล่มันทัน เพราะงั้นช่างเหอะ

            “เออ...แบบนี้ยาสตรีเพ็ญภาคจะช่วยได้ไหมวะ...?”

            และผมก็หันไปจิกตาใส่คนอีกคนที่รับมุขได้หน้าเอ๋อและน่าหมั่นไส้โคตรๆ...เรียกให้ไอ้ฟีลยิ่งหัวเราะชอบอกชอบใจใหญ่ ผมจึงสะบัดหน้าหนีมันสองตัวแล้วหันมาสนใจแก้วกาแฟเย็นตรงหน้าต่อ

            ผมดูดกาแฟที่รู้สึกว่ารสชาติมันแย่ลงไปถนัดตา ขณะที่เพื่อนอีกสองคนก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น

            “เออไนท์ ว่าแต่ภาคมึงรับน้องเป็นไงมั่งวะ?”

            ผมเลื่อนสายตาไปมองใบหน้าที่จัดได้ว่าไม่ได้หล่อเทพแต่ก็ใสไร้สิวและดูดีของคนถูกถามอย่างสนใจเช่นกัน มันอยู่คนละภาคกับผมกับไอ้ฟีลครับ ผมอยู่โยธา มันอยู่ไฟฟ้า เพราะงั้นเลยแยกกันรับน้อง แต่จะมารวมกันบางครั้งตอนประชุมเชียร์ใหญ่ๆจริงๆเท่านั้น

            “ก็ดี...ชิลล์ๆ...”

            มันตอบเอื่อยๆพลางเอาหลอดดูดน้ำเขี่ยวนไปในแก้วชาเขียวเย็นที่น้ำแข็งละลายจนจืดชืดหมดแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ผมกับไอ้ฟีลสนใจมากกว่าก็คือคำว่า ชิลล์ๆ’ ของมันนี่แหละ

            “ชิลล์? ชิลล์ยังไงของมึง?” ไอ้ฟีลถาม

            ไอ้ไนท์หันไปมองหน้าฟีลแบบอึนๆแล้วก็กลับมาสนใจการเขี่ยหลอดเล่นตามเดิม

            “กูหมายถึงว่าก็สนุกดี เฮฮาไม่เครียด...น้องก็ดูจะสนุกกันด้วย...”

            ปึง!

          “มึงว่าไงนะ!?

            ผมตบโต๊ะเสียงดังและผุดลุกขึ้นถามมันเสียงหลงทันทีจนคนอื่นๆที่นั่งอยู่ในโรงอาหารหลังเลิกที่ถึงจะมีน้อยแต่ก็พากันมองผมเป็นตาเดียว จนต้องลดตัวลงนั่งเหมือนเดิม...และหันไปมองแบบเค้นคำตอบกับไอ้เพื่อนเฉื่อยชาที่ตอบแบบค้างๆคาๆ

            “นี่ภาคมึง...ไม่ได้ว้ากเหรอวะ?”

            “เออดิ ว้ากทำไม...เสียงกูแหบหมด...” มันมองพวกเรานิ่งๆ และเริ่มร่ายทฤษฎีแปลกๆออกมา “กูว่าบางทีการจะทำให้น้องเคารพมันก็ไม่จำเป็นต้องใช้ความหวาดกลัวป่ะวะ?...คือจะว่าไงดี...กูว่าถ้าหากว่าให้น้องได้เคารพรุ่นพี่ว่าเป็นพี่ที่มีเหตุผลมันจะดีกว่า...”

            “...”

            “กูจำได้...กูรู้ว่าตอนยังเป็นปีหนึ่งโดนว้ากแล้วกูรู้สึกเหี้ยขนาดไหน...กูไม่อยากให้น้องต้องมารู้สึกแบบกู ไม่ต้องมาวิ่งโหดๆแหกปากคอแทบแตกแล้วก็ป่วยเหมือนกู”

            ผมกับไอ้ฟีลมองหน้ากันนิ่งๆรอบหนึ่ง แล้วก็หันกลับไปหาไอ้นักปราชญ์ (?) ที่เกือบจะดูดีแล้ว...ถ้าหากว่ามันไม่หยิบแก้วกาแฟของไอ้ฟีลมาดูด

            “ไม่ว้ากก็ไม่ใช่วิศวะดิมึง เสียเที่ยวชิบหาย” ผมบ่นอุบแทน “แล้วมึงจำไม่ได้รึไงว่าตอนหลังจากที่จบว้าก ได้เกียร์รุ่นเกียร์ภาคแล้วภูมิใจขนาดไหนอ่ะ มันรู้สึกดีแบบดีมากเลยนะเว้ย...มึงไม่อยากให้น้องรู้สึกแบบนั้นกันบ้าง?”

            “...เอาเหอะ...พวกมึงจะคิดยังไงก็เรื่องของมึง...”

            มันเสมองไปทางอื่นเงียบๆแล้วก็เริ่มตกอยู่ในโลกส่วนตัวของมันอีกครั้ง...ไอ้ไนท์มันเป็นคนซับซ้อนครับ...ภายนอกจริงๆมันก็ดูปกติดีนั่นแหละ แต่ถ้าสนิทกับมันจริงๆจะรู้ว่ามันคิดอะไรไม่เคยจะเหมือนชาวบ้าน แถมยังชอบทำอะไรแปลกๆด้วย

            แต่ข้อดีของมันก็คือมันไม่แคร์อะไรที่ไม่ค่อยดี...และมันก็ไม่ค่อยน้อยใจหรืองี่เง่าไร้สาระ

            “โหยมึงงงง ทำยังกะแค่ว้ากน้องแล้วกูจะเลิกคบมึงเลยน้า”

            ไอ้ฟีลเป็นคนแรกที่เริ่มกลับมาหัวเราะแล้วก็กอดคอไอ้ไนท์โยกไปมาพร้อมกับขยี้ผมซอยตัดสั้นนั้น ซึ่งไนท์ก็หันไปทำหน้าเอ๋อแดกใส่จนผมขำก๊ากออกมา และแล้วบรรยากาศตึงๆอึมครึมรอบตัวพวกเราก็หายวับไปแทบจะในทันที

            “เออๆ พูดถึงเรื่องว้ากน้อง วันนี้ไอ้เกียร์โหดสัสรัสเซียเลยเว้ย” ไอ้ฟีลเริ่มเปิดปาก จนไอ้ไนท์หันมามองแบบสนใจ “วันนี้นะมีน้องสองคนเว้ย...มันมาสายห้าสิบนาที แล้วทีนี้ไอ้เกียร์มันไม่ชอบหน้าน้อง มันเลยบอกให้น้องสก็อตจัมพ์ไปห้าสิบนาทีเลย”

            “ห่าฟีลกูยังไม่เคยบอกซักคำว่ากูไม่ชอบหน้าพวกมัน!” ผมแว้ดใส่ ซึ่งก็ได้รอยยิ้มกวนๆกลับมา

            “อ่อ...มึงไม่บอก แต่การที่มึงจ้องหน้าน้องจนตาแทบถลนนี่บ้านกูมันเรียกว่าไม่ชอบเว้ย...แถมตอนน้องโดนลงโทษนี่สีหน้ามึงยังกะพระเอกเดธโน้ตอะมึง...ไม่เชื่อไปถามไอ้ปอดู มันยืนขำกะกูเนี่ย”

            ผมเลยได้แต่เงียบไม่รู้จะเถียงอะไร...และนั่งฟังไอ้ฟีลด่าถล่มให้ไนท์เก็บข้อมูลแบบโมโหโคตรๆจนแทบจะลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้นแข่งกับไส้เดือนโดนเหยียบ ขณะที่สมองขุดหาเหตุผลที่มันฟังขึ้นเพื่อจะมาสวนกลับไอ้เชี่ยฟีล

            “มึงนั่นแหละโอ๋น้องเกินเดี๋ยวมันได้ใจแล้วไม่เกรงมึงกูจะขำ!” ผมเลยด่ากลับไปบ้าง

            “แต่ถึงว้ากแบบมึงน้องมันก็ไม่เหรงไม่ใช่อ่อวะ?” ไอ้ฟีลยักคิ้ว “ไอ้น้องที่ตัวเล็กๆนั่นน่ะเกรงมึง โอเคข้อนี้กูยอมรับ...แต่ไอ้น้องใส่แว่นอะดิ”

            เมื่อนึกไปถึงหน้าไอ้เด็กเวรใส่แว่นหน้าเกาหลีที่หน้าตายพอๆกับไอ้ไนท์แต่เพิ่มระดับความขี้เก๊กและน่าหมั่นไส้ลงไปอีกเยอะๆผมก็เริ่มโมโหขึ้นมาอีก...ยิ่งนึกถึงแววตาที่ดูหยิ่งๆ ไม่เคารพใครของมันก็ยิ่งฉุนจนผมเผลอหายใจแรงยังกับวัวกระทิงเจอผ้าแดง

            “มึงอย่าพูดถึงไอ้เด็กนั่นให้กูได้ยินอีกนะ!

            ซึ่งยิ่งเมื่อผมหงุดหงิด...ไอ้ฟีลก็ยิ่งยิ้มชอบใจ ส่วนไอ้ไนท์ก็นั่งมองพวกเราสลับกันไปมาแบบมึนๆ แต่ผมรู้ว่ามันรู้เรื่อง

            “คร้าบๆ...เห็นป่ะไนท์...พอโดนแทงใจดำแล้วไอ้เกียร์โคตรหงุดหงิดเลยว่ะ ฮ่าๆ”

            “ไอ้ห่าฟีล!!

            และแล้วบทสนทนาของพวกเราก็เป็นอันตัดไปเมื่อผมลุกขึ้นยืนวิ่งไล่เตะมัน แต่ไอ้ฟีลก็ไวกว่าลุกขึ้นโกยแน่บไปแล้ว ส่วนผมก็วิ่งตามอย่างเอาเป็นเอาตายโดยหมายมั่นว่าวันนี้แหละต้องเอาให้มันสลบคาตีน...ส่วนไอ้ไนท์ก็นั่งมองพวกเราเงียบๆโดยไม่มีการยุ่งเกี่ยวอะไรทั้งสิ้น

...................................................................

            “ไอ้เหี้ยฟีล...คอยดูนะมึง...”

            ผมสบถกับตัวเองขณะที่ล้วงกระเป๋ากางเกงควานหากุญแจห้อง และเมื่อเจอผมก็หยิบมันขึ้นมาไขประตูไม้บานสีขาว จนเมื่อได้ยินเสียงดังกริ๊ก ผมก็เก็บกุญแจไว้ที่เดิมและเปิดประตูเดินเข้าห้องไปพร้อมกับถุงข้าวผัดกะเพรากับขนมอีกนิดหน่อยในมือ

            เมื่อเดินเข้าไปในห้องผมก็วางถุงของกินบนโต๊ะเล็กพร้อมกับเดินไปเปิดม่านตรงระเบียงออกให้เห็นถึงท้องฟ้าในยามหัวค่ำที่เริ่มมืด และผมก็มองไปที่ตลาดนัดเล็กๆด้านล่างที่มีคนเดินคึกคักไปหมด...เหมือนกับที่ได้กลิ่นอาหารจากด้านล่างลอยขึ้นมาจางๆ

            มันทำให้ผมอมยิ้มแล้วก็มองดูการกระทำของพวกเขาไปเรื่อยๆ

            ผมชอบที่จะเฝ้ามองคนอื่นจากตรงระเบียงห้องแบบนี้...มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับกำลังจ้องมองมดตัวเล็กๆที่ไม่รู้ว่าเรากำลังสังเกตอยู่...อย่างเช่นผู้หญิงโกรกผมสีทองคนหนึ่งที่มักจะซื้อเกาลัดคั่วทุกวัน ผู้ชายตัวผอมที่เพิ่งจะเคยเห็นครั้งแรกที่เดินไปยังร้านข้าว หรือหมาลายจุดตัวหนึ่งที่ป้วนเปี้ยนไปมา

            มันทำให้รู้สึกว่าเวลาผ่านไปไว...จนเมื่อหันไปมองอีกทีก็เห็นว่ามันประมาณเกือบสองทุ่มแล้ว

            ผมจึงเดินกลับเข้าไปในห้องแล้วก็จัดการข้าวกะเพราร้านประจำที่วันนี้ป้าแกอาจจะโกรธใครมาหรือไง...เลยใส่กะเพราหนักมือไปหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะผมก็กินหมด แล้วก็ฉีกเลย์มาซองหนึ่งพร้อมกับโค้กอีกขวด ขณะที่มือก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเข้าเฟซบุ๊คแบบที่ทำทุกวัน

            ปลายนิ้วเลื่อนหน้าแรกไปเรื่อยๆ กดไลค์บ้างบางโพสต์ แล้วก็หยิบมันฝรั่งรสบาร์บีคิวเข้าปาก

            และแล้วผมก็ขมวดคิ้วเมื่อเห็นสเตตัสของไอ้เบื๊อกคนหนึ่งที่แท็กผมมาด้วย


                        ‘FeelZa FeelFeel – กับ Gear Kornapat
ขอให้มึงมีหน้าน้องเขาทุกลมหายใจนะครัช รักกันไปนานๆ XD’


            ผมจึงเลื่อนไปกดอ่านคอมเมนต์ทันทีเมื่อเห็นว่ามีคนมาตอบสถานะนั้นมากมาย...รวมถึงจำนวนคนถูกใจก็เกือบสามร้อยทั้งที่มันโพสต์มาแค่สองชั่วโมง บางทีอาจจะเพราะไอ้ฟีลมันดังด้วยก็ได้มั้ง?

                        ‘Pimmiiz Pimrata : กรี๊ดดดดดดด ใครอ่ะฟีลลลล เกียร์ชอบใคร???
                        ‘คนหล่อ รักจิงจิง น้องไหนวะโคตรโชคร้ายเบย 555 กูละอยากเห็นจริงๆ
                        ‘ไม่รู้ ไม่บอก เกียร์มันมีแฟนแล้วอ่อ? ใครวะไอ้ฟีล? หลังไมค์ด่วนๆๆ


            และอีกมากมายหลายความเห็นในทำนองนี้ทั้งนั้นจนผมนึกอยากจะให้มันมีปุ่มดิสไลค์...ถ้ามันมีจริงผมจะกดไอ้โพสต์นี้รัวๆรวมถึงความเห็นยี่สิบกว่าความเห็นพวกนั้นด้วยซึ่งเข้าใจผิดกันไปหมดว่าเป็นเรื่องอะไรทำนองว่าผมไปปิ๊งน้อง

            ไม่เลยไม่...รักกันปานจะเอามีดมาแทงตายเลยเหอะ

            ผมเลยจัดการส่งแชทไปด่าไอ้ฟีล แต่ว่ามันไม่ได้อ่าน เหมือนกับว่ามันไม่ได้เปิดอยู่ ผมเลยกดออกเฟซแล้วก็เขวี้ยงโทรศัพท์ไปบนเตียง จากนั้นก็เก็บพวกห่อขนมที่หมดแล้วกับกล่องข้าวใส่ถุง เอาออกไปนอกห้องพร้อมกับขยะที่เหลือจากเมื่อวาน

            สองขาของผมเดินออกไปนอกห้อง และในจังหวะที่จะปิดประตู ห้องข้างๆก็ทักพอดี

            “อ้าวเกียร์? ไปทิ้งขยะเหรอ?”

            ผมหันไปยิ้มให้เล็กน้อย...เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูงเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติแบบเดือนคณะที่แก่กว่าผมปีหนึ่ง เขาเป็นรุ่นพี่ที่ผมรู้จักตั้งแต่อยู่หอนี้ครั้งแรกๆเลยตั้งแต่ตอนรับน้อง จนสนิทกันมากกว่าพี่น้องแท้ๆซะอีก

            “ครับเฮียวิทย์...เพิ่งกลับเหรอครับ?”

            อีกคนพยักหน้าหงึกๆให้ พร้อมกับถอนหายใจเล็กน้อย

            “อ่า...ไอ้ปัตย์มันลืมเอากระเป๋าตังค์ไปเลยไม่เงินจ่ายค่าข้าวน่ะสิ...เฮียเลยต้องขึ้นมาเอาตังค์ไปให้มันตรงร้านเจ๊ดาเนี่ย”

            ผมหัวเราะกับคำตอบนั้น...พี่ปัตย์คือพี่อีกคนที่สนิทกับเฮียวิทย์จนตัวแทบติดกันเป็นปาท่องโก๋ถึงแม้จะเรียนกันคนละคณะ แต่ว่าผมก็สนิทกับเขาพอสมควร และจำได้แม่นเพราะหูที่เจาะจนแทบพรุน แล้วก็ท่าทางแรงๆแต่ว่าเปิ่นสุดตีนของพี่แกนั่นแหละ

            เมื่อคุยเสร็จผมก็เดินไปทิ้งขยะด้านล่างหอ แล้วก็กลับขึ้นมาอีกครั้ง...ทำให้เดินสวนกะเฮียวิทย์ที่เร่งรีบเดินไปพร้อมกระเป๋าเงินในมือที่ทำให้ผมหัวเราะอีกรอบ และก็นึกภาพออกเลยว่าพี่ปัตย์ต้องโดนเฮียเขาว้ากใส่แน่ๆ

            ผมเดินกลับขึ้นไปที่ห้อง หลังจากนั้นก็เปิดทีวี ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบของตนเองต่อไป


************************************************************************

ก...กลับมาแล้วค่ะ ขอโทษนะคะที่ช้ามากๆเลย...สารภาพค่ะว่าลืมเลยว่ามีนิยายเรื่องนี่อยู่ YwY // โดนฆ่า
ตอนแรกที่แต่งก็กะจะให้พี่ไนท์เป็นผู้ชายปกติค่ะ แต่ไปๆมาๆเป็นแบบนี้ได้ไงกันนะ? 555555
ส่วนเรื่องเฮียวิทย์นั้น...เฮียวิทย์คนนี้ได้กำเนิดมาจากเพื่อนสนทิคนหนึ่งค่ะ! >w<

ชีวิตประจำวันพี่เกียร์มุ้งมิ้ง 55555 ที่จริงแล้วพี่เกียร์เป็นคนใจดีนะคะ~ แต่ว่าก็แค่ขี้หงุดหงิด ขี้วีน ขี้โมโหเท่านั้นเอง (?)

ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอดนะคะ! ยังไงก็อัพต่อแน่ค่ะ แต่อาจจะแบบ...เดือนละบท ไรงี้ 55555 // โดนตบตี
อ๋าาาา ล้อเล่นค่า จะมาอัพนะคะถ้าเกิดว่าง รักทุกคนค่า!